subscribe: Posts | Comments

บทสรุปธรรมะกับความรวย

4 comments
   Share
GD Star Rating
loading...
ธรรมะ

ธรรมะ

สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่าน

ตัวผมเองเพิ่งกลับจากการปฏิบัติธรรมมา จึงรีบเขียนหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับธรรมะเสียก่อน การปฏิบัติธรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยครับ ที่ปฏิบัติจริง ๆ จัง ๆ เพราะว่าก่อนหน้านี้ต้องเด็ก ๆ ก็แค่ อยู่วัด ช่วยงานที่วัด ไม่เคยเลย นั่งสมาธิ 40-50 นาที หรือเดินจงกรมก็ตาม ( ตอนเด็ก ๆ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นเล่น เลยไม่ได้ใส่ใจเสียมากกว่า ) เอา !!! แล้วทำไมผมต้องไปปฏิบัติธรรมล่ะ

เข้าเรื่องเลยที่กว่า บทสรุปธรรมะกับความรวย ในหัวข้อนี้ ผมคิดว่ามีกลุ่มผู้อ่านทั้งหมด 2 กลุ่ม

  1. ท่านที่เชื่อว่า ธรรมะกับความรวย ไปด้วยกันไม่ได้ !!!
  2. ท่านที่เชื่อว่า ธรรมะกับความรวย ไปด้วยกันได้ !!!

ท่านที่เชื่อว่า ธรรมะกับความรวย ไปด้วยกันไม่ได้ ผมเคยเป็นคนที่คิดเช่นนี้มาก่อนครับ
คิดว่าธรรมะเป็นสิ่งไกลตัว เป็นเรื่องสำหรับคนที่ปลงแล้ว พร้อมที่จะใช้ชีวิตกับการทำบุญ, ตักบาตร,?บวช, นั่งสมาธิ, เดินจงกรม และก็ปลง

แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่นับถือ ไม่ศรัทธานะครับ เพียงแค่คิดว่า “มันคงยังไม่ถึงเวลาสำหรับเรา”
แล้วผมความคิดผมก็เริ่มที่จะเปลี่ยนไป จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ >>> ความสำเร็จจากพระพุทธเจ้า

จากคำพูด หลาย ๆ คำที่คนเราเคยพูดกันว่า สิ่งที่จะเปลียนแปลงชีวิตของเราได้เกิดจาก กระบวนการความคิด คิดดี พูดดี ทำดี ก็จะได้รับสิ่งดี ๆ ตอบแทน
สำหรับบางคนไม่คิดเช่นี้ครับ แต่เค้าคิดว่า “ทำดีได้ดีไม่ที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ก็คือรวยจากเรื่องชั่ว ๆ เลว ๆ ก็มีมากมายน่ะครับ

และสิ่งที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้มีเพียงเรื่องเดียวครับ ก็คือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มากกว่า 2500 ปีนั่นล่ะครับ ( คนเราอายุเฉลี่ย 80 ปี แล้วท่านล่ะครับ อายุเท่าไหร่ เคยคิดที่จะค้นหา “สิ่งมหัศจรรย์” ที่มีอายุขนาดนี้หรือเปล่าครับ )
นั่นก็คือ ศาสนาพุทธ ไม่ได้จะนำมาบอกให้ท่าน งมงาย นะครับ แต่ต้องใช้เหตุและผล ตัดสิน ด้วยตัวเอง

การเจาะลีกในเรื่องนี้ ทุก ๆ ท่านจำเป็นต้องเชื่อเรื่อง กฏแห่งกรรม ก่อนครับ มีเรื่องของกรรมก็ต้องมีเรื่องของบุญและบาป

  • บุญเก่า บุญใหม่
  • บาปเก่า บาปใหม่

ท่านคงเคยได้ยินใช่ไหมครับว่า เกิดมากินบุญเก่า ( “ทำดีได้ดีไม่ที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ) ฉะนั้นวันใดที่เค้าบุญเก่าหมดลงฉันใด กรรมก็ตามทันฉันนั้น
และเรื่องที่แน่นอนอีกอย่าง ทำยังไงถึงรวยล่ะ

สำหรับความรวยในที่นี้ ผมไม่ได้บอกว่าทุก ๆ ต้องฟุ่มเฟือย โลภ ไม่พอเพียง เบียนเบียดผู้อื่นจนได้มา เพียงแต่ว่ามันเป็นความที่ครอบครัวของท่าน อยู่ดี กินดี สุขใจ สบายกาย ไม่ต้องดิ้นรนสร้างสรรค์วัตถุนอกกาย ( รวยแบบนี้ เอาไหมล่ะครับ ? )

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ห้ามโลภ และหลงในวัตถุ” แต่ไม่เคยตรัสว่า “ห้ามรวย” ( ในพุทธกาลมีตัวอย่างมากมายครับที่ เศรษฐีต่าง ๆ พากันมาบำรุงพุทธศาสนา ผมเชื่อว่าท่านผู้อื่นก็คงเคยได้ยินมาบ้างล่ะ )

ฉะนั้นแล้ว ความร่ำรวย ก็เป็นเพียง บุญบารมี ที่เราเคยสร้างเป็น กรรมดีเก่า ๆ ที่เราเคยทำเอาไว้นั้นเอง
เอ๊ะ แล้วถ้าเราต้องการสร้างความรวยในแบบ อยู่ดี กินดี สุขใจ สบายกาย ในชาตินี้ล่ะ เราจะทำอย่างไร ก็ง่าย ๆ ครับ สร้างกรรมดี ใหม่ ๆ นั้นเอง แค่นั้นครับ ( ท่านคงไม่คิดใช่ใหม่ครับว่า จะให้คนที่ทำผิด เบียนเบียนผู้อื่นมีความสุขการ สบายใจ )

O.K. เอาล่ะครับ ตอนนี้คงมีหลาย ๆ ท่านที่ต้องการสร้างความรวยในแบบ อยู่ดี กินดี สุขใจ สบายกาย ในชาตินี้
ผมขออนุญาติ ยกไปเป็นบทความต่อไปล่ะกันนะครับ สัญญาว่าไม่นานก็รอแน่นอน

เอาเป็นว่า บทความนี้ผมอยากให้ทุก ๆ คนคิดว่า ?“ธรรมะกับความรวย” ไปด้วยกันได้แน่นอนครับ

สวัสดีครับ
แด่ความสำเร็จของท่าน

ทศพร วัฒนสุภิญโญ

ทศพร วัฒนสุภิญโญ

***สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ห้ามเผยแพร่ซ้ำก่อนได้รับอนุญาติ เราจะดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุดกับผู้ละเมิด***

ไม่มีเนื้อหาใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็น